วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558

รู้จัก Network Marketing


Introduction to Network Marketing
Network Marketing ไม่ใช่ ลูกโซ่/ แชร์ลูกโซ่


บทความนี้ต้องการอธิบายว่า
  • ธุรกิจเครือข่ายคืออะไร?
  • แบบไหนที่ไม่ใช่ธุรกิจเครือข่าย? และ
  • จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจธุรกิจเครือข่ายอย่างไร?
“ธุรกิจเครือข่าย หรือ Multi-level Marketing หรือ MLM คืออะไร?”
Marketing หรือ การตลาด หมายถึง การเคลื่อนสินค้าหรือบริการจากผู้ผลิตไปถึงผู้บริโภค

Multi-Level อ้างถึง ระบบในการจ่ายค่าตอบแทนให้กับบุคคลผู้ซึ่งทำให้สินค้าหรือบริการนั้นเคลื่อนตัว

Multi หมายถึง มากกว่าหนึ่ง
Level หมายถึง ระดับหรือรุ่น

คำว่า MLM แพร่หลายมาก จนพวกพีระมิดหรือแชร์ลูกโซ่ที่ผิดกฎหมาย
ได้พยายามทำตัวเองให้เหมือนกับธุรกิจเครือข่าย ซึ่งการกระทำดังกล่าวสร้างภาพลบให้กับบริษัทธุรกิจเครือข่าย แชร์ลูกโซ่หรือพีระมิดเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ที่ผิดกฎหมายเพราะว่า ไม่มีการเคลื่อนผลิตภัณฑ์ หรือบริการไปสู่ผู้บริโภค ถ้าผลิตภัณฑ์ไม่เคลื่อนไหว เราจะเรียกมันว่า “การตลาด” ได้อย่างไร แชร์ลูกโซ่สามารถใช้คำว่า “เครือข่าย” ได้ แต่ไม่สามารถใช้คำว่า “การตลาด” ได้

พีระมิดหรือแชร์ลูกโซ่นั้นสร้างจากยอดลงมาด้านล่าง ดังนั้น ผู้ที่เข้ามาสู่ธุรกิจเป็นกลุ่มแรกเท่านั้นที่สามารถอยู่ด้านบนของพีระมิด แต่ในรูปสามเหลี่ยมในธุรกิจเครือข่าย ทุกๆ คนเริ่มต้นจากด้านล่างและมีโอกาสเท่าๆ กันที่จะสร้างองค์กรขนาดใหญ่ของตัวเอง ทุกๆ คนสามารถสร้างองค์กรให้ใหญ่กว่าองค์กรของผู้แนะนำของเขาได้หลายเท่าถ้าต้องการ

ในโลกธุรกิจ มีสามวิธีหลักๆ ในการเคลื่อนสินค้าและบริการ คือ

1. Retailing หรือ การขายปลีก คุณเดินเข้าไปในร้านของชำ ร้านขายยา หรือห้างสรรพสินค้า แล้วซื้อสินค้าบางอย่างออกมา

2. Direct Sales (Single-Level Marketing) หรือ 
การขายตรง คือการเคลื่อนสินค้าไปสู่ผู้บริโภค ผ่านทางเทคนิคการขาย เช่น การไปบ้านลูกค้าเพื่อนำเสนอสินค้า การโทรศัพท์ไปขายของให้กับลูกค้า การขายตรงบางครั้งถือว่า เป็นการขายที่ไม่มีพ่อค้าคนกลาง (เช่น ร้าน Retail หรือ บริษัทตัวแทนจำหน่าย) ยกตัวอย่าง (แต่ไม่เสมอไป) เช่น การขายประกัน เครื่องครัว สารานุกรม

3. Multi-Level Marketing  (MLM) หรือ การตลาดเครือข่าย ไ
ม่ควรสับสนระหว่างสองอย่างข้างบน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการขายตรง คนส่วนใหญ่มักสับสนระหว่างการตลาดเครือข่าย กับการขายตรง 

คนส่วนใหญ่ไม่รู้ความแตกต่างระหว่าง MLM กับ การขายตรง เพราะบริษัท MLM ที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่นั้นอยู่ในสมาคมขายตรง และในบางครั้งคุณอาจมองการทำธุรกิจเครือข่ายเหมือนการเดินขายของแบบเคาะประตู การเข้าร่วมธุรกิจคือ คุณจะซื้อสินค้าในราคาขายส่ง (ควรใช้ผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเองด้วย) หลายคนเข้าร่วมธุรกิจเพราะเหตุผลข้อนี้ หลังจากนั้นคุณก็จะเริ่ม “เอาจริง” เมื่อคุณซื้อสินค้าในราคา“ขายส่ง” ถ้าคุณต้องการคุณสามารถ “ขายปลีก” และคุณจะได้ “ผลกำไร” คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่า คุณ“ต้อง” ขาย ปลีก คุณจึงประสบความสำเร็จ บางบริษัทถึงกับกำหนดยอดขายให้สมาชิกทำยอดตามเป้าเพื่อเขาจะได้รับผลตอบแทน คุณสามารถขายถ้าคุณต้องการ หรือ ถ้าคุณจำเป็นต้องขายเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนก็ขายได้  แต่หากคุณต้องการสร้างรายได้มหาศาลแล้วล่ะก็ต้องมาจาก “การสร้างเครือข่าย”

คนส่วนใหญ่ล้มเหลวในธุรกิจเครือข่าย เพราะทำสิ่งที่กลับกัน คือ พยายามสร้างองค์กรโดยการขาย คำว่า “ขาย” เป็นความคิดทางลบในจิตใจคนถึง 95% ในธุรกิจเครือข่ายคุณไม่จำเป็นต้อง “ขาย” แต่อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ต้องเคลื่อนไหว มิฉะนั้นจะไม่มีใครได้รับเงิน ขอยืนยันอีกครั้ง ผลิตภัณฑ์ต้องเคลื่อนไหว มิฉะนั้นจะไม่มีใครได้รับเงิน

ในการสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ให้ประสบความสำเร็จ คุณต้อง “สร้างความสมดุล” คุณต้องขยายเป็น และสอนการทำงานให้กับคนอื่นได้ และในกระบวนการนี้เอง คุณจะสามารถสร้างฐานได้ อย่าพยายามชวนคนคนทั้งโลกด้วยตัวของคุณเอง จงจำไว้ว่า Network Marketing คือ การสร้างองค์กรผู้จัดจำหน่ายจำนวนมาก แต่ละคนเคลื่อนสินค้าตามที่กำหนด หรือกินใช้ส่วนตัว ซึ่งดีกว่าการใช้คนจำนวนน้อยๆ ขายของปริมาณมากๆ

บริษัทธุรกิจเครือข่ายส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียเงินปริมาณมหาศาลไปใช้ในการโฆษณา เพราะสุดยอดแห่งการโฆษณาก็คือการบอกแบบปากต่อปากของสมาชิก ดังนั้น บริษัทเครือข่ายจึงมีเงินมาใช้ในการพัฒนาสินค้าได้มากกว่าบริษัททั่วๆ ไป ดังนั้น คุณภาพสินค้าจึงมักดีกว่าสินค้าคู่แข่งนกลุ่มเดียวกันที่พบตามร้านค้าปลีก คุณจึงเพียงแค่แบ่งปันสินค้าที่มีคุณภาพสูงกว่าสินค้ายี่ห้ออื่นๆ ในหมวดเดียวกัน ให้เขาเปลี่ยนมาใช้ยี่ห้อใหม่ ซึ่งคุณได้ทดสอบด้วยตัวคุณเองแล้วว่า มันดีกว่า

การขายในธุรกิจเครือข่ายนั้นมาจากการที่ผู้จำหน่าย “แบ่งปัน” ประสบการณ์การใช้สินค้าให้กับเพื่อนและญาติพี่น้องของเขา 

การสร้างเครือข่าย
คุณคงเห็นแล้วว่า ไม่ใช่การเดินไปเคาะประตูตามบ้านเพื่อขายสินค้าให้กับคนแปลกหน้า ธุรกิจเครือข่ายที่รู้จักกันสอนว่า การที่คุณแบ่งปันคุณภาพสินค้าและบริการให้กับเพื่อนของคุณ ทั้งหมดนี้แหละที่ “การขาย” เข้ามาเกี่ยวข้อง จริงๆ ควรใช้คำว่า “การแบ่งปัน” มากกว่า “การขาย” เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ

หากคุณอยู่ในบริษัท MLM คุณ สามารถย้ายไปในท้องที่ใดก็ได้และสปอนเซอร์ผู้คนใหม่โดยไม่สูญเสียยอดขายจากองค์กรที่คุณได้สร้างไว้แล้วในท้องที่เดิม

การทำธุรกิจเครือข่าย คุณสามารถสร้างรายได้ได้มากมายจากการสร้างองค์กร 
ไม่ใช่แค่การขาย ขอยืนยังอีกครั้งคุณสามารถมีความเป็นอยู่ที่ดีได้จากการขายของ แต่คุณสามารถสร้าง “ความมั่งคั่งอย่างถาวร” ได้ด้วยการสร้างองค์กรเท่านั้น

ผู้คนจำนวนมากเข้าสู่ธุรกิจเครือข่ายเพียงแค่ต้องการมีรายได้เพิ่มเดือนละ 
5000, 10,000 บาท หรือ 20,000 บาท ต่อเดือน และทันใดนั้นเขาต้องการที่จะจริงจังและเขาสามารถทำได้ถึงเดือนละแสน หรือ 3 แสนได้ หรือเป็นหลักล้าน เขาเหล่านี้ไม่ได้หาเงินจำนวนมากจากการขายของ เขาทำได้จากการสร้างองค์กร

ข้อแตกต่างอีกอย่างของ MLM กับการขายตรงนั้นคือ การ “ช่วยเหลือ” (Sponsor) 
ผู้จำหน่ายคนอื่นๆ บางบริษัทอาจใช้คำว่า การหาสมาชิกใหม่ อย่างไรก็ตาม การ Sponsor กับการหาสมาชิกนั้นต่างกันอย่างแน่นอน คุณ Sponsor คนบางคน แล้ว “สอน” ให้เขาทำสิ่งที่คุณทำอยู่ เพื่อให้เขาสร้างธุรกิจของเขาเอง การ Sponsor คนบางคน กับการทำให้คนบางคนเซ็นใบสมัครนั้นต่างกันมาก เมื่อคุณ “Sponsor” ใคร บางคน คุณกำลังให้คำมั่นสัญญาที่จะช่วยเขาจนกว่าเขาจะประสบความสำเร็จ

-end-

#financial freedom, #active income, #passive income, #Unipower, #Happy Life Project, #Majdi Obaid, #Unicity, #nutraceuticals, #wealth, #Network, #Network Marketing,

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ใครคือ VIP บนเวที เสาร์ที่ 3 ตค นี้?



UPS Seminar Bangkok, 3 October 2015

Exhibition Hall 1-2, Muangthong Thani

เกสต์ 1: SD ภญ. ปิยนุช หิรัญตียะกุล (เซ็ง)
จากเด็กหลังเขา ใช้เกวียนเป็นพาหนะ ชีวิตดิ้นรนตั้งแต่ประถมจนจบป.ตรี ปัจจุบัน เป็นเจ้าของแฟรนไชส์ Dr. Pharma Center มีร้านขายยา 14 สาขา ยอดขายกว่า 100 ล้านต่อปี ขยายไปทั่วประเทศ ชีวิตเคยขาดเสาหลัก เพราะคุณพ่อจากไป และคนข้างหลังลำบากมากขึ้น ไม่อยากให้เหตุการณ์นั้น เกิดขึ้นกับตัวเองและลูก
 
เกสต์ 2: SD ชเนตนันท์ ศรีพงศ์ (เอม)
สาวสวย เด็กรุ่นใหม่ไฟแรง ดีกรีนักเรียนนอกที่บ้านนครปฐม ทำธุรกิจส่วนตัว ไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานใดๆ จบมาก็เข้า Happy Life Project จากการแนะนำของญาติ เข้าระบบด้วยความเกรงใจ พูดไม่เก่ง ขี้อาย แต่ด้วยระบบ Unipower ได้พัฒนาเด็ก No profile คนหนึ่งให้มีผลลัพธ์  และส่งต่อผู้คนมากมาย ที่เดินตามมาให้มีชีวิตที่ดีขึ้น 

เกสต์
3: PD พาเมล่า ยัง
ผู้บริหารระดับสูง
(จากฟิลิปปินส์)

ฝ่ายการตลาดของบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติ มีฝรั่งเป็นลูกน้อง
ทำงานอยู่ 16 ปี ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของกิจการ สร้างสองธุรกิจใหญ่ 1. ธุรกิจเครื่องประดับ ส่งออกไปยังร้านดังในยุโรป และอเมริกา 2. ผลิตภัณฑ์ออร์กานิก ประสบความสำเร็จ มีมากกว่า 40 สาขาทั่วฟิลิปปินส์ รายได้ 7 หลัก/เดือน ไม่เคยเห็นธุรกิจแนวนี้ในสายตา แต่ 3 ปี หลังจากสามี ทำ Happy Life Project ยอมเปิดใจมางาน UPS และใช้ระบบสร้างคน สร้างธุรกิจในฟิลิปปินส์จนเกิดไดมอนด์ใน 7 เดือน และมี president อีกมากมายในองค์กร
 
เกสต์ 4: Triple Diamond เจิ่น แอง ทือ ทอม (Trần Anh Thư -Tom Tran)
คุณ Tom เกิดที่จังหวัดซอกจัง เวียดนาม และเติบโตขึ้นที่นครโฮจิมินห์ แต่งงาน และเป็นเจ้าของบริษัทธุรกิจเกี่ยวกับ IT เปิดร้านขายโทรศัพท์มือถือในห้าง ภรรยาชื่อไอริณ-หว่าง เป็นเจ้าของร้านเสริมสวย เป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมสวยขนาดใหญ่ในเวียดนาม  และเป็นเจ้าของแฟรนไชส์
ที่มีชื่อเสียง เช่น Tony & Guy, Pivot Point International ทั้งสองเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เมื่อปี 2010 ภรรยาเจอปัญหากับสุขภาพ และต้องไปรักษาที่อเมริกา คุณทอมต้องขายทรัพย์สินที่มีอยู่เพื่อรักษาโรคให้กับภรรยา ในช่วงเวลาที่อยู่อเมริกาเพื่อดูแลภรรยาธุรกิจก็เจอปัญหาและล้มละลาย สูญเสียทุกอย่าง เมื่อกลับมาเวียดนาม ก็มีหนี้สินมากมาย

ชีวิตลำบากขาดแคลน
ปลายปี 2012 ได้รู้จัก Happy Life Project ใช้เวลา 7 เดือน เป็น Diamond, 2 ปี เป็น Triple Diamond ปัจจุบัน  ชีวิตของครอบครัวได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คุณทอมเป็นคนชอบ super car ปัจจุบันมีซุปเปอร์คาร์มากที่สุดในเวียดนาม ตอนนี้ไม่ต้องทำงานเพื่อความสำเร็จของตัวเองอีก แต่กำลังทำงานเพื่อตอบแทนบุญคุณให้ผู้เปิดโอกาสซึ่งเปรียบเสมือนอาจารย์ผู้ที่ได้สอนเขาให้มีในวันนี้  ตอบแทนระบบUnipower และเป็นจุดยืนให้ทีม รวมถึงผู้คนในประเทศเวียดนาม


#financial freedom, #active income, #passive income, #Unipower, #Happy Life Project, #Majdi Obaid, #Unicity, #nutraceuticals, #wealth, #Network, #Network Marketing,


-end-

Link: 
http://bioslifeleaders.blogspot.com/2015/09/3-vip.html

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2558

เภสัช: เจ้าของแฟรนไชส์ร้านยา

คุณคิดว่า เจ้าของแฟรนไชส์ ไซส์ธุรกิจ 100 ล้านต่อปี น่าจะยุ่งขนาดไหน?
ไม่ได้ขายและขยายแฟรนไชส์อย่างเดียว
แต่รับสอนเภสัช รับเปิดร้านขายยา และ
มีบทบาทเป็นคุณแม่อีกด้วย

ชีวิตของเธอ ก็... น่าจะวุ่นวายมากพอแล้ว
แล้วทำไม เธอเลือกทำแฟรนไชส์
Happy Life Project?

พบกับเธอผู้นี้ หนึ่งในสี่แขกรับเชิญพิเศษ
เสาร์ที่ 3 นี้ UPS Seminar
ผู้เข้าร่วมสัมมนา 15,000-20,000 คน
(ไม่ได้เขียนผิด)

จาก 10 ประเทศ (มีเครื่องแปลภาษา)
บัตรเข้างาน 400 บาท (VIP)
(รับคืนเงิน ถ้าไม่เก็ทอะไร)
เมืองทองธานี

===============================
Profile:
ภญ. ปิยนุช หิรัญตียะกุล
จากเด็กหลังเขา ใช้เกวียนเป็นพาหนะ
ชีวิตดิ้นรนตั้งแต่ประถมจนจบป.ตรี
ปัจจุบัน เป็นเจ้าของแฟรนไชส์
Dr. Pharma Center มีร้านขายยา 14 สาขา
ยอดขายกว่า 100 ล้านต่อปี ขยายไปทั่วประเทศ

-เป็นอาจารย์สอนผู้ช่วยพยาบาล
-รับเปิดร้านขายยาให้กับผู้ที่สนใจลงทุน
-สอนผู้ช่วยเภสัชกรให้กับร้านขายยาต่างๆ
 ที่เปิดให้กับผู้ร่วมลงทุน และสอนเภสัชกร
 ที่ประจำร้านขายยา
-ขายแฟรนไชส์ ค่าแฟรนไชส์ 10,000 บาท
 งบลงทุน 300,000 – 500,000 บาท
 ชีวิตเคยขาดเสาหลัก เพราะคุณพ่อจากไป
 และคนข้างหลังลำบากมากขึ้น
 ไม่อยากให้เหตุการณ์นั้น เกิดขึ้นกับตัวเอง
 และลูก

-end-

#financial freedom, #active income, #passive income, #Unipower, #Happy Life Project, #Majdi Obaid, #Unicity, #nutraceuticals, #wealth, #Network, #Network Marketing,




Link: http://bioslifeleaders.blogspot.com/2015/09/blog-post.html

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

6 ข้อที่ควรรู้ ถ้าเลือกทำแฟรนไชส์




ในการตัดสินใจจะเป็นเจ้าของธุรกิจ หลายๆ คนมองหาแฟรนไชส์ซึ่งแฟรนไชส์มีให้เลือกเป็นพัน จะยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นความต่างระหว่างแฟรนไชส์ทั่วไป เช่น ทำร้านสะดวกซื้อกับแฟรนไชส์ #Happy Life Project

แฟรนไชส์สะดวกซื้อทั่วไป

1. เงินลงทุนหลักล้าน
    (คุณต้องมีเงินอย่างต่ำ 3 ล้านบาท)

2. สัญญามีหมดอายุ

    (ทำตัวให้ดี เค้ามีคะแนน ทำตัวไม่ดี ไม่ต่ออายุให้)

3. โดนโซนนิ่ง - จำกัดพื้นที่
    (อยู่ในซอย ไปไหนไม่ได้ อยู่ตรงไหน ก็ตรงนั้น ย้าย
    หนีไม่ได้)


4. ต้องจ้างพนักงาน/ ลูกจ้าง
    (ค่าจ้างพนักงาน/ ลูกจ้าง เป็น fixed cost หลีกเลี่ยง
    ไม่ได้ สมัยนี้ คนเข้า คนออกเยอะ)


5. รายได้มีเพดาน ยิ่งขยาย ยิ่งยุ่ง
    (ถ้ารายได้เกินที่กำหนด เค้าก็จะบอกให้เปิดสาขา
    ใหม่ ถ้าไม่เอา ก็จะมีคนอื่นมาเปิดแทน)

6. รับความเสี่ยงเองทุกเรื่อง
    (น้ำท่วม, สินค้าเสียหาย/ ของหาย รับผิดชอบเอง
    ต้องคอยดูทีวีวงจรปิด)

แฟรนไชส์ Happy Life Project
1. เงินลงทุน 500 บาท + วิสัยทัศน์
    (ลงทะเบียน สนใจทำแฟรนไชส์ 500 บาท เท่ากับ
    ทำได้เลย เงินลงทุนก้อนแรก ไม่ต้องมี มีวิธีเริ่มต้น
    ที่ถูกต้องให้)


2. ตลอดชีพ ไม่ต้องต่อสัญญา

    (เซ็นแล้ว ไม่ต้องต่ออายุ)

3. ไม่โดนโซนนิ่ง ไม่จำกัดพื้นที่

    (ไม่ต้องอยู่กับที่ ทำข้ามจังหวัด ข้ามประเทศได้)

4. ไม่ต้องจ้างพนักงาน/ ลูกจ้าง

    (fixed cost เป็นเรื่องปวดหัว ไม่มี)

5. รายได้ไม่จำกัด ยิ่งขยาย ยิ่งเบา
    (อยากขยายสาขามากๆ ไม่ต้องไปลงทุนอะไรใหม่)


6. ไม่กลัวน้ำท่วม
    (ไม่ต้องกลัวทรัพย์สินจะหายไปกับน้ำ เพราะเป็น
    แฟรนไชส์ที่ไร้ความเสี่ยง เติบโต ขยายได้ ไม่มี
    ขีดจำกัด ไม่โดนผลกระทบด้านการเมือง/
    ไม่กลัวภัยธรรมชาติ/ ภัยพิบัติ)


ข้อเสียของแฟรนไชส์ Happy Life Project

    "ต้องลงมือทำ"

ภาพ: เหตุการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดชลบุรี ในเดือนกันยายน 2015

#Unicity #Unipower #Passive Income #Financial Freedom #Leader
#Leadership #Network Marketing #Network

-end-

Link หน้านี้ copy & paste:

http://bioslifeleaders.blogspot.com/2015/09/6.html


วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

I Searched for Passive Income All My Life!

I Searched for Passive Income All My Life!


Dr. Majdi Obaid, 42, is a Bahraini. He is one of the highest-paid motivational speakers in the Middle East.

He worked as a financial controller, the youngest one to ever be hired, for the government of Bahrain. He taught in universities. For more than 11 years, he had been looking for passive income. He spent millions (in Thai baht) in efforts to earn passive income in many businesses, including investments in real estate, stocks, franchises, and many others. But he could not find a way to create income that was truly passive. However, in less than four months with Unicity, he achieved his financial freedom.

He said that for the first 10 years of his career, he worked as a civil servant, having graduated with a degree in accounting. He went on to earn his Ph.D. in leadership. He made a lot of money from government employment. Following that decade, he changed his life to become a business owner. He conducted Personal Development as a trainer and learned from the world’s leading gurus, most of whom came from the US, such as Tony Robbins, Les Brown, Brian Tracy, T. Harv Eker, Jack Canfield, Bob Proctor, Stephen Covey, Tom Peters, Paul Zane Pilzer, and many others.

Whoever it was, he took courses with them and learned important lessons about management, finance, administration, leadership, and wealth.What follows is the story of Dr. Obiad’s highly successful life on his own account told to the audience at UPS Seminar, September 5, 2015, IMPACT Muangthong Thani, Bangkok, Thailand.


I could make in a day up to US $5,000 (Bt180,000) or a minimum of $30-50,000 (Bt1-1.8 million) per month.


I studied and learned everything about passive income from every angle. Eventually I even taught it. In 2005, I wrote up a plan to secure my financial freedom. I followed what Anthony Robbins told me. I wrote down everything I wanted. If my plan succeeded, I would have financial freedom in eight years.

In 2012, I took the same course again with Tony Robbins, Financial Planning, to earn passive income, but I still did not have any. Somebody told me to invest in a franchise, so I followed his advice.

Someone else told me I had to write books, and I followed his advice. My books became bestsellers, but until then I had no return on my investment in the books.

Three years ago, another person told me to invest in Internet marketing. I created nine websites, but I got zero earnings in return.

I was also told to go into the stock market. I invested my money in a mutual fund and expected to earn millions. Instead, the stock market crashed in 2008.
I was disappointed and gave up on earning passive income, telling myself that it’s only wishful thinking, that it’s not real, that it’s not true. I gave up searching and went back to active income employment.


More work, more stress, less life

I found that the more you earn, the expenses you incur. People at the middle-income level find that their expenses go up faster than what they earn. I was getting more and more stressful with what I did. I could not manage my stress.

I have four children. I rarely saw them. I traveled a lot. My youngest ones are twins, and they didn’t even know me. One day I broke my ankle. I could not walk, and my active income stopped.


Wake-up call
My former boss gave me a call. He said he had a project about health, and knew that I loved taking vitamins and other nutritional supplements. When I realized he was talking about Network Marketing, I told myself: what?! I would waste my time for sure. My former boss introduced me to Khun Paul-Pattarapon (one of Thailand’s most famous actors). Paul who? I had no idea. Who’s he?

For me, some good things come from the USA, but my former boss told me this was from Thailand! Thailand? OMG Thailand! When he started talking about the principle of Cashflow Quadrant (Robert T. Kiyosaki’s,
Rich Dad’s Cashflow Quadrant), I told him that I knew about the book. He told me I could make $30,000. I said I already earn that. He said this project was about passive income, not active income. I turned to my boss and said, “Do you believe this guy? I taught that in universities before!”

I told myself that the passive income he was describing was about selling stuff: going out and presenting stuff to people. And the people I learned from had said that Network Marketing produced only side income. I have a lot of friends in this kind of business and they still run around selling stuff.

My former boss told me that if I did not believe him, he would take me to see the people who make money in amounts with a lot of zeros in their numbers. I like numbers with lots of zeros. He told me that I could retire early, so I came to a USP Seminar here three years ago (in 2012). What I saw and what I felt…oh, it was like being reborn!

I found over 20,000 people there. I thought, this must be an annual gathering, but I was wrong. My former boss told me this was their monthly event. Oh. My. God!

He also told me that these people bought tickets by themselves to attend the meeting. Then I found a young guy on the stage: Khun Mam-Chairuch. He told the audience he had little work experience, but he now drives a Lamborghini. He said he was 28 years old and had just bought a BMW for his wife. Oh, all I got for my wife for the past 20 years were flowers. He also said he was not the only one who had earned these results. There were hundreds of people like him here. OMG!


I looked at myself. I spent 19 years and lots of money. I spent $5 million for that franchise and many more businesses just to earn income without having to work.

But here in Thailand, I found many young people: just 18 or 19 years old with financial freedom. It’s like they just got a toy! Passive income for them was just like a toy! How come? OMG! I thought, it’s unbelievable. There’s no logic to this project. I did not believe it was happening. Here people learn with Unipower for about six months, and they could drive a Mercedes-Benz! What’s  the logic behind this?

Learning with Unipower
I thought I was already rich. I thought I was already smart. But I came here to learn about Unipower. I got home and built my organisation. I spent only five months to become a fully qualified Presidential Director (earning a minimum Bt300,000 per month). In only seven months, I moved up the ranks to Presidential Sapphire (earning a minimum Bt500,000 per month). I have many people following me, with teams from
Bahrain, Oman, Kuwait, Jordan, Algeria, Morocco, Egypt, and most of other Middle East countries.


Now I no longer spend my time working to earn active income, and I can buy my wife a BMW. Unipower is the ultimate money-making machine! Unipower is the ultimate business school. Unipower can help people earn income and help the poor acquire a better life by ridding the world of poverty.



I believe massive success is t
he greatest revenge.



Link copy & paste:

http://bioslifeleaders.blogspot.com/2015/09/i-searched-for-passive-income-all-my.html

Compiled and Written by YM
for reprint @copyright 2016






วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558

ผมตามหา Passive Income มาตลอดชีวิต!


คุณมาจิดี โอบาเอด (Majdi Obaid, PHD.) อายุ 42 ปี ชาวบาห์เรน เป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจที่
มีค่าตัวแพงที่สุดคนหนึ่งในตะวัน
ออกกลาง

เคยทำงานเป็น Financial Controller ที่อายุน้อยที่สุดของรัฐ เคยเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย  ช่วงกว่า 11 ปีที่ผ่านมา เขามองหา #Passive income มาตลอด เขาเข้าเรียนคอร์สต่างๆ มามากมาย ใช้เงินนับร้อยล้านบาทเพื่อสร้างรายได้แบบ #
Passive income ไม่ว่าในอสังหาริมทรัพย์ หุ้น ลิขสิทธิ์ ธุรกิจแฟรนไชส์ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่เขาก็ยังไม่พบหนทางนำไปสู่ #Passive income  อย่างแท้จริง

คุณมาจิดี เล่าว่า 10 ปี ผมเป็นลูกจ้าง, ทำงานราชการ, จบบัญชี, จบ PHD. ด้าน Leadership, ทำงานราชการได้เงินมามาก ใช้เวลาอีก 10 ปีต่อมา มาเป็นเจ้าของกิจการ มาเป็น Personal development trainer พาตัวเองไปเรียนกับคนเก่งๆ มากมายระดับโลก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น Tony Robbins, Les Brown, Brian Tracy, T Harv Eker, Jack Canfield, Bop Proctor, Stephen Covey, Tom Peters, Paul Zane Pilzer, etc. เรียกว่า ใครดังสุดๆ ไปเรียนมาหมด ทั้งวิชาด้านบริหาร การจัดการ ภาวะผู้นำ การบริหารการเงิน ความมั่งคั่ง 


รายได้ของผม พูด 1 วัน ได้ 5,000 US$ (150,000 บาท) หรือ 
30,000-50,000 US$ (1 ล้าน บาท) ต่อเดือน ผมรู้จัก Passive Income ผมศึกษาทุกอย่าง ผมสอนเรื่อง Passive Income อีกด้วย ในปี 2005 ผมเขียนแผนอิสรภาพทางการเงิน ผมทำตาม Tony Robbins บอกที่ว่าให้เขียนทุกอย่างที่มี ถ้าแผนนี้สำเร็จ ผจะมีอิสรภาพทางการเงินใน 8 ปี

ในปี 2012 ผมไปเรียนคอร์สเดิมกับ Tony Robbins อีกครั้งเรื่องการวางแผนการเงิน แต่ผมก็ยังไม่มี Passive income ซะที มีคนบอกว่า ต้องทำแฟรนไชส์ ผมก็ไปทำ

มีคนบอกว่า ต้องเขียนหนังสือขาย ผมก็เขียน หนังสือของผมเป็น Bestsellers ด้วยนะ ผมเสียค่าพิมพ์ไป จนป่านนี้ ผมยังไม่ได้ค่าพิมพ์คืนเลย

เมื่อสามปีที่แล้ว มีคนบอกให้ผมทำ Internet Marketing ผมทำไป 9 websites ผลลัพธ์ คือ 0

ผมไปต่ออีก มีคนบอกว่า ไปตลาดหุ้น ลงกองทุนใน mutual fund- กองทุนรวม ผมหวังจะได้ เงินล้าน ปี 2008 ตลาดหุ้นดันร่วง ก็ไม่เวิร์คอีก

ผมรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง Passive income นี่เป็น เป็น wishful thinking จริงๆ (เรื่องลมๆ แล้งๆ) ผมเลิกตามหาแล้ว แล้วและกลับไปทำ Active income เหมือนเดิม

ยิ่งทำงาน ยิ่งเหนื่อย ยิ่งหมดแรงเมื่อรายได้มากขึ้น รายจ่ายก็มากขึ้น คนชั้นกลางยากที่จะรวยได้ เพราะรายจ่ายขึ้นเร็ว พอได้เงินมากขึ้น ผมก็เครียดมากขึ้น ผมบริหารความเครียดไม่ได้ ผมมีลูก 4 คน ผมเจอพวกเขาน้อยมาก ผมเดินทางบ่อย ลูกคนเล็กฝาแฝด ไม่รู้จักผม ตอนข้อเท้าผมแตก เดินไม่ได้ ผมไม่มี Active income เข้ามาเลย

Wake-up Call: จุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่
เจ้านายเก่าโทรมา บอกผมว่า มีโปรเจกต์สุขภาพ และมีเงิน เขารู้ว่าผม ผมชอบกินอาหารเสริม แต่พอรู้ว่าเป็น Network Marketing ผมคิดว่า ต้องเสียเวลาแน่ๆ เจ้านายเก่าผม แนะนำให้เจอคุณพอล ภัทรพล ผมไม่รู้จักหรอก ใครคือ Paul? Who is Paul?

ผมรู้มาว่า สิ่งดีๆ ต้องมาจากอเมริกา แต่นี่ เขาบอกว่า เป็นสิ่งดีๆ จาก Thailand.... OMG Thailand! เนี่ยนะ!  พอเค้าเริ่มพูดเรื่อง #เงินสี่ด้าน เขาบอกว่า ได้สามหมื่นเหรียญนะ ก็ผมทำได้ แสนเหรียญ!  แต่เขาบอกว่า มันเป็น  Passive income นะ ผมหันไปถามเจ้านายว่า คุณเชื่อหมอนี่เหรอ? ผมน่ะ สอนเรื่อง Passive income มาก่อนนะ!

ผมคิดไปเองว่า มันต้องไปวิ่งขายของแน่ แต่ผมมาตระหนักทีหลังว่า คนที่ผมไปเรียนมาทั้งหมด พูดถึง Network Marketing แต่ส่วนใหญ่ ก็บอกเป็นแค่ side income หรือรายได้เล็กๆ น้อยๆ เป็นงานเสริม เพื่อนผมอยู่ในธุรกิจแนวนี้มีเยอะแยะ และยังต้องวิ่งขายของอยู่เลยทุกวันนี้

อดีตเจ้านายบอกว่า ถ้าไม่เชื่อ เขาจะพาไปดูคนที่ทำได้ สำเร็จ และได้เลขศูนย์เยอะๆ ผมชอบตัวเลขที่มีเลขศูนย์เยอะๆ และไปเกษียณ  ผมมางาน UPS Seminar เมื่อสามปีที่แล้ว (2012) สิ่งที่ผมได้เห็น ทำให้ผมรู้สึก เหมือนเกิดใหม่


ผมเห็นคนสองหมื่นคน ผมนึกว่า เป็นการจัดปีล่ะหน ยิ่งใหญ่มาก แต่เจ้านายผมบอกว่า นี่เขาจัดเดือนล่ะครั้ง OMG!!!

แล้วเจ้านายเก่าผมก็บอกว่า คนเหล่านี้ ซื้อบัตรเข้างานมาเองนะ OMG!!! แล้วผมก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อคุณชัยรัช (คุณหม่าม) เขาบอกว่า เขาไม่มีประสบการณ์ แต่เขาขับลัมโบกินี เขาบอกว่า เขาอายุ 28 และบอกว่า ซื้อ BMW ให้ภรรยาเป็นของขวัญ และมีอิสรภาพทางการเงินด้วย ไม่เคยเรียนเรื่องนี้ ไม่มีไปเรียนที่ไหน ไม่เคยไปพูดที่ไหนมาก่อน ส่วนผม ผมแต่งงานมา 20 ปี ผมซื้อดอกไม้ให้ภรรยาเอง และเขาบอกว่า ไม่ใช่มีแค่เขาคนเดียวที่มีผลลั
พธ์แบบนี้ แต่มีเป็นร้อยๆ คน ที่อยู่ในโปรเจกต์นี้ OMG!!!!



ผมมาดูตัวเอง ระยะเวลา 19 ปีที่ผ่านมา ผมเสียเงินไปมากมาย ผมจ่าย ห้าล้านเหรียญลงทุนไปกับ franchise และธุรกิจต่างๆ มากมายที่จะสร้างรายได้ให้โดยไม่ต้องทำงาน 

ผมเจอเด็กหนุ่มสาวที่นี่ อายุ 18, 19 ปี เริ่มมี มี financial freedom มันเหมือนของเล่นเลย ทำไม financial freedom มันได้มาเหมือนของเล่นเลยที่นี่ OMG!!! ผมว่ามันไม่น่าเป็นไปได้เลย ไม่มีตรรกะและเหตุผลใดๆ มีที่ไหนมาเรียนกับ Unipower เรียนๆๆ 6 เดือน แล้วขับเบนซ์ได้ มันไม่ make sense สำหรับผม



ผมมาเรียนกับ Unipower

ผมคิดว่า ผมรวย ผมมีความรู้ แต่ผมก็มาเรียนกับผมมาเรียนกับ Unipower ผมกลับไปสร้างธุรกิจของผม ผมใช้เวลา 5 เดือน ผมเป็น PD Fully (รายได้ขั้นต่ำ 300,000 บาท/เดือน) ภายใน 7 เดือน เป็น PS (500,000/เดือน) ผมมีคนตามมามากมายในหลายประเทศ ตอนนี้ ทีมได้ ขยาย เติบโตไปทั่วทวีป ร่วมถึง Bahrain, Oman, Kuwait, Jordan, Algeria, Morocco, Egypt, etc.

ผมเลิกทำ Active Income แล้ว และผมซื้อ BMW ให้ภรรยาผม Unipower คือ เครื่องมือสร้างเงินดีๆ นี่เองที่สุดยอดมากๆ (Ultimate money-making machine.) และเป็นโรงเรียนสอนธุรกิจที่สุ
ดยอดมากๆ (Ultimate business school) Unipower จะช่วยให้คนมีรายได้ ช่วยคนยากคนจนได้ ที่นี่ คือ การรักษาความยากจน สำหรับผมแล้ว การแก้เค้นที่ดีที่สุดคือ การมีความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่! (The greatest revenge is massive success.) 



ผมจะพาคนของผม See ที่งานนี้ ทุกๆ เดือน

-end-

#financial freedom, #active income, #passive income, #Unipower, #Happy Life Project, #Majdi Obaid, #Unicity, #nutraceuticals, #wealth, #Network, #Network Marketing,


Copy & Paste ส่งต่อ: 
http://bioslifeleaders.blogspot.com/2015/09/passive-income.html

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ข้อคิดจากคุณหมอก่อนจะจากไป



คำไว้อาลัยงานพระราชทานเพลิงศพ
นายแพทย์
สุรพล รักทุม


ท่านทำงานรักษาคนไข้มาตลอดชีวิต
เปิดคลินิคร่วมกับ
บุคคลมีชื่อเสียง เปิดค
ลินิคสุขภาพ เป็นที่ปรึกษา
ให้เหล่าดารา
มีเงินทองมาก แต่กลับพบว่า
ตนเองป่วยเป็นมะเร็งที่ตับ และใช้เงินที่หามาทั้งชีวิต
ด้วยการไปผ่าตัดเปลี่ยนตับ
ที่ต่างประเทศ กลับมาอยู่
เมืองไทยได้ไม่นาน
ตรวจพบมะเร็งรุกลามมาที่ปอด
ก็ยังพยายามหาวีธีต่อสู้กับมะเร็งร้ายเรื่อยมา
สุดท้าย
ก็ไม่อาจเอาชนะมันได้
 
ท่านเสียชีวิตในที่สุด ท่านฝากให้พวกเราทั้งหลายระลึก
ไว้ว่า

1. อย่าเอาแรงกดดันมาเป็นแรงขับเคลื่อน
  
ใช้ร่างกายจนเกินกำลัง เท่ากับกำลังทำร้ายร่างกาย

2. อย่าลืมว่า สุขภาพดีคือ ต้นทุน ร่างกายไม่แข็งแรง
  
คุณจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างไร

3. อย่าเห็นชื่อเสียงและลาภยศเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต
  
ชื่อเสียงลาภยศ เปรียบดังหมอกควัน สุดท้ายก็มลายสูญ

4. อย่าคิดว่า หมอจะช่วยชีวิตคุณได้ หมอที่ดีคือตัวคุณ
  
ดูแลชีวิตดีกว่าให้ใครมาช่วยชีวิต

5. อย่าคิดว่าอุทิศให้แล้วจะต้องได้รับตอบแทนเสมอไป
   ให้อะไรกับใครอย่ารอให้เขาทดแทนบุญคุณ

6. อย่าคิดว่า รับราชการแล้วจะเหนือกว่าชาวบ้าน
  
ถึงเวลาเกษียณก็ต้องเป็นชาวบ้านเหมือนเดิม

7. อย่ามองข้ามคนที่มีบุญสัมพันธ์กับคุณ เมื่อคุณตกอับ
   คุณจึงจะรู้ว่า ใครบ้างที่ไปจากคุณ
และตอนนั้น
   คนรู้ใจยิ่งหายาก
 
8. อย่าเห็นการทักทายของใครเป็นสิ่งน่ารำคาญ
   คนที่ส่งข้อความให้คุณๆ เสมอเพราะคุณยังอยู่ในใจเขา


คำถามที่น่าคิด
คุณมีเงิน แต่คุณมีค่าไหม?เรามักแสวงหาสิ่งที่เราคิดว่า มีค่ามากที่สุดในชีวิต
แต่สุดท้าย
ทุกคนหนีไม่พ้นอนิจจัง หมั่นคิดดี พูดดี ทำดี
คุณค่าของชีวิต
สร้างได้โดยไม่ต้องใช้เงิน


#Unicity #Unipower #Passive Income #Financial Freedom #Leader
#Leadership #Network Marketing #Network #ประกัน #Insurance
-end-

โยโย่เอฟเฟ็กต์คืออะไร?

โยโย่เอฟเฟ็กต์ (YoYo effect)

รู้จักกันดีว่า การลดความอ้วนผิดวิธีจะส่งผลข้างเคียง (side effect) จากการทานยาลดความอ้วนประกอบกับ อดอาหาร ซึ่งทำให้น้ำหนักลงฮวบฮาบ แต่เมื่อกลับไปกินอาหารตามวิถีชีวิตเดิม ร่างกายก็กลับมาอ้วนใหม่ เพราะภายในร่างกายมีเซลล์ไขมัน (fat cells) ที่แค่ฝ่อลงไม่ได้หายไปไหน พอกินเข้าไปเยอะๆ เซลล์ไขมันก็กลับมาพองกว่าเก่าเป็นลักษณะอ้วนเผละ! ก็ยิ่งทำให้ลดน้ำหนักยากกว่าทุกครั้ง

งานวิจัยเกี่ยวกับปรากฏการณ์โยโย่เอฟเฟ็กต์ระบุว่าผู้ที่พยายามลดน้ำหนัก และน้ำหนักกลับมาเพิ่มอย่างรวดเร็วมักจะมีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลงเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่น้ำหนักคงที่
 
นอกจากนี้มีหลักฐานชี้ชัดว่า ปรากฏการณ์โยโย่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพเพราะเมื่อระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำลง ร่างกายจะอ่อนแอเป็นหวัดและติดเชื้อง่าย หรืออาจถึงขั้นเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้มากกว่า

-end-

#Unicity #Unipower #Passive Income #Financial Freedom #Leader
#Leadership #Network Marketing #Network #ครู #ชีวิตครู #อำนาจเจริญ

-end-


Author: Vitaya S.
Line ID: yordpoupee
facebook: www.facebook.com/vitayas



เรื่องจริงเกี่ยวกับคลอโรฟิลล์

เรื่องจริงเกี่ยวกับคลอโรฟิลล์
สารประกอบคลอโรฟิลล์ได้รับการค้นพบสูตรโครงสร้างทางเคมีครั้งแรกเมื่อประมาณต้นศตวรรษที่ 20 โดยนักวิทยาศาสตร์ชื่อ ศาสตราจารย์ ฮาน์ส ฟิชเชอร์ (Hanns Fisher, M.D.) และเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบล (Noble's Prize)

เนื่องจากสามารถค้นพบความเร้นลับของคลอโรฟิลล์ได้สำเร็จ และจากการค้นพบดังกล่าว ทำให้เราทราบว่า สูตรโครงสร้างของคลอโรฟิลล์มีลักษณะคล้ายคลึงกับสูตรโครงสร้างของสารประกอบฮีม (Heme) ที่เป็นโครงสร้างหลักของเม็ดเลือดแดง (Red Blood Cell) ของคนเราอย่างมาก

และจากการวิจัยทางการแพทย์ก็ยืนยันว่า ร่างกายของคนเราก็สามารถนำเอาสารคลอโลฟิลล์นี้ไปเป็นสารตั้งต้น (Precursor)ในการสร้างเม็ดเลือดแดงได้เมื่อร่างกายต้องการโดยเฉพาะในภาวะที่ร่างกายของเราเกิดความบกพร่องในการสร้างเม็ดเลือดแดงเนื่องจากขาดสารอาหารอย่างเช่น ในภาวะโลหิตจาง (Anemia)ฯลฯ

ปกติแล้ว ในร่างกายของคนเราจะต้องมีการสร้างและทำลายเซลล์มากกว่า 2.5 ล้านเซลล์และร่างกายจะต้องสร้างขึ้นมาทดแทนในจำนวนที่เท่าๆ กัน และยิ่งในคนที่ร่างกายต้องทำงานหนัก ยิ่งพบว่าการทำลายของเม็ดเลือดแดงในร่างกายของคนเราก็จะมากขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้นภาวะที่ร่างกายของเราก็อาจจะเกิดความบกพร่องในการสร้างเม็ดเลือดแดงเนื่องจากขาดสารตั้งต้นในการสร้าง และหากปล่อยให้เกิดความบกพร่องดังกล่าวนานๆ ก็อาจจะทำให้เกิดความผิดปกติต่างๆ ต่อร่างกายของเราตามมาได้ทั้งนี้เนื่องจากการที่เม็ดเลือดแดงถือเป็นระบบขนส่งสารอาหารที่สำคัญที่สุดในร่างกาย

ดังนั้นหากขาดเม็ดเลือดแดงก็อาจจะทำให้ร่างกายเกิดความบกพร่องในการทำงานของเซลล์และอวัยวะต่างๆได้

มนุษย์เราเริ่มใช้คลอโรฟิลล์ในการแพทย์เมื่อปี 1940 พร้อมๆ กับที่ใช้เป็นยาสีฟัน ยาดับกลิ่นปาก และได้มีการใช้คลอโรฟิลล์ในการบำบัดโรค เช่น รักษาโรคทางเดินอาหาร ลำไส้ใหญ่ โรคผิวหนังชนิดต่างๆ โดยเฉพาะแผลเรื้อรัง คลอโรฟิลล์สามารถใช้รักษาแผล ให้แผลหายเร็วกว่าปกติ มีบทบาทเป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียทั้งยังดับกลิ่นเหม็นของแผล และสามารถทำความสะอาดแผลให้สะอาดได้ดีกว่ายาตัวอื่น


คลอโรฟิลล์ “จากอัลฟาฟ่า”
จากการวิเคราะห์คลอโรฟิลล์จากพืชกว่า 6,000 ชนิด ทั้งจากใต้น้ำถึงบนพื้นดิน พบว่า พืชที่ให้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์และดีที่สุดคือ อัลฟาฟ่าเท่านั้น

อัลฟาฟ่าจัดเป็นพืชจำพวกที่มีฝัก (Legumes) หรือพืชตระกูลถั่ว ใบเลี้ยงคู่และมีระบบรากที่มหัศจรรย์มาก ในบางพื้นที่ ระบบรากของอัลฟาฟ่าสามารถชอนไชลงไปในดินถึงกว่า 130 ฟุตจึงทำให้สามารถหาอาหารได้มีประสิทธิภาพมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ อีกทั้งระบบการป้องกันตัวเอง หรือป้องกันสารพิษในเซลล์ของพืชอัลฟาฟ่า ก็ดีกว่าพืชชนิดต่างๆ ชาวอาหรับโบราณรู้จักใช้ประโยชน์จากอัลฟาฟ่ามาตั้งแต่ 2,000 ปีก่อนคริสตกาลโดยใช้เป็นพืชเลี้ยงสัตว์ และใช้ใบมาตากแห้งชงเป็นชา บริโภคจึงถูกขนานนามให้เป็น AL-FAS-FAH-SHA หรือ “ราชาแห่งอาหารทั้งมวล”

ประโยชน์จากต้นอัลฟาฟ่ามักได้จากส่วนใบและลำต้นซึ่งได้ถูกนำไปใช้สำหรับบำบัดอาการปวดข้อและอักเสบต่างๆ เช่น ปวดข้อ (ARTHRITIS) ไปจนกระทั่งถึงความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารและเซลล์ในตับถูกทำลายนอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าอัลฟาฟ่า ยังสามารถช่วยให้เลือดสะอาดขึ้น

อัลฟาฟ่าเป็นพืชที่ให้กรดอะมิโนจำเป็นครบทั้ง 8 ชนิดซึ่งได้แก่ กรดอะมิโนไอโซลิวซีนลิวซีน ไลซีน เมไธโอนีนพีนิลอะลานีน เทรโอนีนทริปโตฟาน และวาลีน และพบว่ากรดอะมิโนเหล่านี้ ร่างกายของเราไม่สามารถสร้างเองได้แต่จำเป็นต้องมีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ นอกจากนี้ในอัลฟาฟ่ายังอุดมไปด้วยวิตามินเอบี 6 ดี อี เค เกลือแร่ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม และแคลเซียม


คลอโรฟิลล์ (CHLOROPHYLL) เกือบ 100 ปี แห่งการค้นพบ
คลอโรฟิลล์คือ สารประกอบที่ทำให้พืชมีสีเขียวและทำหน้าที่หลักคือ สังเคราะห์แสง (Photosynthesis)โดยการเปลี่ยนพลังงานจากแสงอาทิตย์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และแร่ธาตุต่างๆ จากดินให้กลายเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืช รวมทั้งให้ก๊าซออกซิเจนที่สำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ คลอโรฟิลล์ธรรมชาติมีหลายชนิดบางชนิดสังเคราะห์แสงได้ในที่ที่มีแสงแดดเท่านั้น แต่บางชนิดสังเคราะห์แสงได้แม้ในที่ไม่มีแสงเช่นในร่างกายของคน จึงมีการค้นคว้าเกี่ยวกับการทำงานหรือปฏิกิริยาของคลอโรฟิลล์ต่อคนพบว่า คลอโรฟิลล์ที่อยู่ในเซลล์ของพืชทั่วไปจะถูกปกป้องและปิดกั้นด้วยผนังหรือเยื่อหุ้มเซลล์อีกทีหนึ่ง ทำให้ระบบย่อยอาหารปกติของร่างกายเราไม่สามารถบดย่อยเพื่อให้ได้สารคลอโรฟิลล์เพียงพอกับความต้องการของร่างกายได้

ถึงแม้ว่าเราจะบริโภคผักใบเขียวเป็นจำนวนมากอย่างไรในแต่ละวันก็ตาม อีกทั้งคลอโรฟิลล์โดยตัวมันเองละลายน้ำไม่ได้ จะละลายได้ในไขมัน หรือในบางรูปของแอลกอฮอล์เท่านั้น แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน เราสามารถสกัดเอาเฉพาะสารคลอโรฟิลล์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์และบริสุทธิ์โดยปราศจากการสูญเสียคุณค่าทางอาหารตามธรรมชาติ ร่างกายจึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีอย่างเต็มที่และเป็นคลอโรฟิลล์ชนิดละลายน้ำได้จึงดูดซึมได้ทันทีในกระเพาะอาหารในกรณีที่ร่างกายใช้ไม่หมดจะถูกขับทิ้งไปทางระบบขับถ่ายไม่สะสมไว้ในร่างกาย

ผิดกับคลอโรฟิลล์ชนิดที่ละลายในไขมันจะไม่ถูกดูดซึมที่กระเพาะอาหาร แต่จะย่อยและดูดซึมที่ลำไส้เล็กคลอโรฟิลล์ชนิดนี้เมื่อร่างกายใช้ไม่หมดจะถูกส่งต่อไปสะสมไว้ที่ตับ (liver) ในระยะเวลาหนึ่งอาจเกิดอันตรายต่อตับได้

องค์การอาหารและยาสหรัฐจึงให้การรับรองเฉพาะคลอโรฟิลล์ที่ละลายน้ำได้ (WATERSOLUBLE CHLOROPHYLL) เท่านั้นว่า ปลอดภัยต่อการบริโภคของคน ถึงแม้ว่าจะบริโภคในปริมาณมากต่อวันก็ไม่เกิดผลเสียต่อร่างกายแต่อย่างใด ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นก็มีเพียงอาการท้องเสียอย่างเบาบางกรณีเท่านั้น

ด้วยสูตรโครงสร้างของโมเลกุลที่ใกล้เคียงกับโมเลกุลของเม็ดเลือดแดงต่างกันเฉพาะตรงกลางที่คลอโรฟิลล์มีแมกนีเซียม (Mg) และเม็ดเลือดแดงมีเหล็ก (Fe) จึงทำให้สีของมันต่างกันคือ คลอโรฟิลล์มีสีเขียว แต่เม็ดเลือดมีสีแดง จากจุดนี้เองที่ทำให้คลอโรฟิลล์ถูกเรียกว่า“เลือดของพืช” (Blood of Plant)

ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มากมายสรุปตรงกันว่า คลอโรฟิลล์สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้จนทำให้ผู้วิจัยได้รับรางวัลโนเบล (NobelPrize) ไปแล้วถึง 2 ท่านด้วยกันคือ ดร.ริชาร์ด
วินสเตตเตอร์ (DR. RICHARD WINSTATER) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยออสเตรียในปี ค.ศ.1915และดร.ฮันส์ฟิชเชอร์ (DR. HANSFISHER M.D.) นายแพทย์ชาวเยอรมันในปีค.ศ.1930 ผู้ซึ่งค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างเม็ดเลือดแดงและคลอโรฟิลล์

ในบางเงื่อนไขสามารถแทนที่ศูนย์กลางของคลอโรฟิลล์ด้วยเหล็ก (Fe) จากอาหารธรรมชาติบางประเภททำให้อัตราการเพิ่มของเม็ดเลือดแดงดีขึ้นทั้งนี้แมกนีเซียม (Mg) ที่หลุดออกไปจากศูนย์กลางโมเลกุลของคลอโรฟิลล์ก็จะทำหน้าที่พาแคลเซียม (Ca)2Ca-Mg เข้าไปอุดรูพรุนกระดูกต่างๆ ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้นในโพรงกระดูกซึ่งมีไขกระดูก (Bone Marrow) อยู่ก็จะมีการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ในปริมาณที่มากขึ้น (หน้าที่ของไขกระดูกคือสร้างเม็ดเลือดแดงและปรับระดับความเป็นด่างในกระแสเลือด)

จากการทำวิจัยขององค์การอาหารและยาสหรัฐกับผู้ป่วยแผลเปิดจำนวน 3,600 รายพบว่า คลอโรฟิลล์ช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ให้เร็วขึ้นทำให้แผลหายเร็วกว่าปกติ 25% ขึ้นไป และรอยแผลเป็นลดขนาดลงกว่า 50% หรือมากกว่า จากกรณีนี้ จึงมีการวิจัยต่อเกี่ยวกับการรักษาอาการเจ็บป่วยภายในร่างกายอันเป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ พบว่าผู้ป่วยทั้ง 1,227 ราย กลิ่นภายในหายหมดหลังจากใช้คลอโรฟิลล์ผ่านไป 2 สัปดาห์จึงให้การรับรองว่า เป็นยาดับกลิ่นภายในสามารถซื้อขายได้ตามร้านขายยาและอาหารเสริมตั้งแต่ วันที่ 11 พฤษภาคม 1990

คลอโรฟิลล์ช่วยคุณได้อย่างไร?
จากประสบการณ์ของผู้ใช้-ผู้บริโภคทั่วโลกได้ข้อสรุปที่น่าสนใจของคลอโรฟิลล์ดังนี้
-ช่วยให้เลือดสะอาด
-ช่วยให้ตับสะอาดเสริมการรักษาในผู่ป่วยตับอักเสบ
-เสริมธาตุเหล็กให้ร่างกาย
-ทำให้สดชื่นหายเหนื่อยจาการอ่อนเพลีย
-ลดความดันโลหิต ลดปัญหาเส้นเลือดหัวใจตีบตัน
-ทำให้ระดับน้ำตาลลดลงสำหรับคนไข้โรคเบาหวาน
-บรรเทาอาการโรคภูมิแพ้ แพ้อากาศ โรคหืด ผื่นลมพิษค่อยๆ ทุเลาจนหายได้
-ขับกรดจากข้อต่างๆ ทำให้อาการปวดข้อปวดเมื่อยตามตัวทุเลาและหายได้
-ขับสารพิษออกจากร่างกาย สารตกค้างของยาปฏิชีวนะ สารเคมีตกค้างในอาหารทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดีสุขภาพแข็งแรงสดชื่นขึ้น
-ป้องกันและระงับการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และช่วยเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดแดง
-แก้ปัญหาคนท้องผูก ขับถ่ายดีขึ้น ริดสีดวงทวารทุเลาและหายได้
-ดับกลิ่นตัวกลิ่นปาก กลิ่นเท้าโดยเฉพาะผู้ชายที่ใส่ถุงเท้าแล้วเหม็น
-แก้ปัญหาอาการชา บวม และส้นเลือดขอดให้ทุเลาลงได้
-ชะลอความแก่ทำให้มีอายุยืน
-ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียใช้รักษาแผลอักเสบ แผลเปื่อยแผลเรื้อรัง แผลถลอก แผลไฟไหม้เหงือกอักเสบ แผลในปากคออักเสบ โดยใช้ผงคลอโรฟิลล์โรยบนแผลจะทำให้แผลหายเร็ว
-บรรเทาอาการปวดศีรษะทั่วไป ปวดศีรษะไมเกรน
-ช่วยแก้ปัญหาเรื่องโรคกระเพาะลำไส้อักเสบ ช่วยสมานแผล
-แก้ปัญหาเรื่องสิวฝ้า ปวดประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่ปกติ
-ควบคุมน้ำหนักลดน้ำหนัก คลอเรสเตอรอลในเลือด
-มีผลต่อสุขภาพตาในคนที่เป็นต้อกระจกทำให้การมองเห็นดีขึ้น
-มีสารอาหารบำรุงเส้นผมทำให้เส้นผมหงอกดำขึ้นช่วย ลดอาการผมร่วง
-ลดอาการเมาค้าง
-ได้ทดลองกับผู้ป่วย HIV เมื่อรับประทานคลอโรฟิลล์เข้าไปแล้วทำให้ร่างกายของผู้ป่วยมีระดับภูมิคุ้มกันดีขึ้นเป็นลำดับ

ที่มา:
1. Bohne C.et ol:Interaction of enzyme-generate species with
chlorophyll-alpha andprobe bound to serum albumlns (Photochem Photobiol, 1988 Sep) (MEDLINE)

2. Acheson DW, etal : Dianostic delay due to chlorophyll in oral rehydration solution(letter) (lancet, 1987 Jan 17) (MEDLINE)

3. ChemomorskySA,et al : Biological actives of chlorophyll derivative, (N J Med,1988 Aug) (MEDLINE)

4. Hooper JK, etal : Photodynamic sensitizers from chlorophyll : purin-18 and chiorinp6 (Photochem Photobiol, 1988 Nov) (MEDLINE)

-end-

#Unicity #Unipower #Passive Income #Financial Freedom #Leader
#Leadership #Network Marketing #Network #ครู #ชีวิตครู #อำนาจเจริญ

Author: Vitaya S.
Line ID: yordpoupee
facebook: www.facebook.com/vitayas